
|
เนื่องจากตลอดรัชสมัยของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช
เป็นช่วงเวลาที่มีการทำศึกสงครามเกือบ ตลอดเวลา จึงทำให้ไม่มีเวลาที่จะชำระพระราชกำหนดกฎหมายต่างๆ
ทำให้ต้องใช้กฏหมายที่มีมาตั้งแต่ ครั้งกรุงศรีอยุธยา โดยให้กรมวัง หรือกระทรวงวังเป็นผู้รับผิดชอบในการพิจารณาว่าคดีใดควรขึ้นศาลใด
แล้วส่งคดีไปยังศาลกรมนั้นๆ โดยได้แบ่งงานศาลออกเป็น 2 ส่วนใหญ่ ๆ คือ |
|
|
กัมพูชา เมื่อเสียกรุงศรีอยุธยาแก่พม่าในปีพุทธศักราช
2310 กัมพูชาซึ่งถือเป็นเมืองขึ้นของไทยตั้งแต่สมัยอยุธยา ได้ตั้งตัวเป็นอิสระ
ส่งผลให้ไทยต้องจัดทัพไปตีเมืองเขมรหลายครั้งหลายคราว จนกระทั่งพุทธศักราช
2324 สมเด็จพระเจ้าตากสินทรงมีพระราชประสงค์จะผนวกดินแดนเขมรเข้ามารวมอยู่ในพระราชอาณาจักรไทย
โดยเด็ดขาด แต่ยังมิทันสำเร็จสมดังพระราชประสงค์ก็สิ้นสมัยธนบุรีลงเสียก่อน สัมพันธภาพระหว่างสมเด็จพระเจ้าตากสินและราชวงศ์ชิง อาจจำแนกได้เป็น 3 ระยะ ตามกาลเวลาและ พัฒนาการของเหตุการณ์ 1.
พุทธศักราช 2310 - 2313 3. พุทธศักราช 2314 -
2325 ญวน ในสมัยกรุงธนบุรีความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับญวน แบ่งได้เป็น 2 ระยะคือ ระยะแรก ญวนเป็นมิตรกับไทยเพราะญวนหวังพึ่งไทยในการขจัดความยุ่งยากที่เกิดขึ้นภายในประเทศ ระยะต่อมา ไทยมีเรื่องบาดหมางกับญวนในกรณีกัมพูชา ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับญวน ในตอนปลายรัชกาลตึงเครียด จนเกือบต้องทำสงครามกัน นครศรีธรรมราช หลังจากที่สมเด็จพระเจ้าตากสินยกทัพไปตีได้เมืองนครศรีธรรมราชในพุทธศักราช 2312 ได้คืนอำนาจ ให้แก่กลุ่มท้องถิ่น โดยโปรดเกล้าฯ ให้ยกฐานะของเมืองนครศรีธรรมราชขึ้นเป็นเมืองประเทศราชอีกเมือง หนึ่งให้เจ้าเมืองมีฐานะเป็น "พระเจ้านครศรีธรรมราช" ซึ่งเปรียบได้กับพระเจ้าแผ่นดินอีกพระองค์หนึ่ง และมีความสัมพันธ์อันดีต่อกันตลอดรัชกาล พม่า ในช่วงระยะเวลา 10 ปีแรกของการสถาปนากรุงธนบุรีเป็นราชธานี ไทยกับพม่าต้องทำสงครามขับเคี่ยว กันถึง 8 ครั้ง ดังนั้นจึงอาจกล่าวได้ว่าความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับพม่าเป็นไปอย่างศัตรูคู่อาฆาตตลอดสมัย กรุงธนบุรี มลายู หัวเมืองมลายูซึ่งมีแคว้นที่สำคัญได้แก่ ปัตตานี ไทรบุรี เประ กลันตัน และตรังกานู เป็นประเทศราช ของไทยตั้งแต่สมัยสุโขทัย เมื่อกรุงศรีอยุธยาแตก แคว้นเหล่านี้ได้ตั้งตัวเป็นอิสระ และเนื่องจากเป็นช่วงเวลา เดียวกับที่พระเจ้าตากสินทรงติดพันศึกกับพม่าและการฟื้นฟูประเทศ หัวเมืองมลายูจึงเป็นอิสระจากไทยจน กระทั่งสิ้นรัชกาล ล้านนา หัวเมืองล้านนาที่สำคัญ ได้แก่เชียงใหม่ ลำปาง ลำพูน แพร่ และน่าน ซึ่งเป็นแคว้นอิสระที่ปกครองตนเอง โดยเจ้าผู้ครองนคร มีความสำคัญในแง่ยุทธศาสตร์ทั้งแก่ไทยและพม่า ทำให้ทั้งไทยและพม่าได้ต่อสู้กันเพื่อที่ จะเข้าไปปกครองดินแดนแห่งนี้มาตั้งแต่สมัยอยุธยา ลาว ลาวในขณะนั้นแบ่งแยกเป็น 3 แคว้น คือ หลวงพระบาง เวียงจันทน์ และจำปาศักดิ์ สมเด็จพระเจ้าตากสิน ได้ขยายอำนาจไปยังดินแดนลาว 2 ครั้ง ครั้งแรกในปีพุทธศักราช 2319 กองทัพไทยตีได้เมืองจำปาศักดิ์ เมืองโขง อัตปือ ทั้งยังเกลี้ยกล่อมได้เขมรป่าดง คือเมืองตะลุง สุรินทร์ สังขะ และขุขันธ์ จึงทำให้ดินแดนลาว ทางใต้อยู่ใต้อิทธิพลของไทยทั้งหมด ส่วนครั้งที่ 2 ในปี พุทธศักราช 2321 ไทยยกทัพไปตีเวียงจันทน์ พร้อมทั้งอัญเชิญพระแก้วมรกตและพระบางมายังกรุงธนบุรี ฝ่ายแคว้นหลวงพระบาง ซึ่งเป็นศัตรูกับแคว้น เวียงจันทน์ได้เข้ามาสวามิภักดิ์ต่อไทย ลาวจึงมีฐานะเป็นประเทศราชของไทยจนสิ้นรัชกาล |
||||
|
การค้าขายกับจีน ในสมัยธนบุรี มีสำเภาของพ่อค้าจีนเข้ามาติดต่อค้าขายด้วยตลอดรัชกาล สมเด็จพระเจ้าตากสินได้โปรด เกล้าฯ ให้ส่งสำเภาหลวงบรรทุกสินค้าออกไปค้าขายกับจีนอยู่เสมอ จึงนับได้ว่าจีนเป็นชาติสำคัญที่สุดที่ไทย ค้าขายด้วย ความสัมพันธ์ด้านการค้าระหว่างไทยกับจีนเริ่มต้นจากการค้าข้าวเป็นสำคัญ ต่อมาได้ขยายเพิ่มขึ้น โดยประเทศจีนได้ส่งสินค้าพื้นเมืองจากแต้จิ๋วมาขาย ที่สำคัญ คือ เครื่องลายคราม ผ้าไหม ผักดอง และเสื่อ เป็นต้น เที่ยวกลับก็จะซื้อสินค้าจากไทย อาทิ ข้าว เครื่องเทศ ไม้สัก ดีบุก ตะกั่ว กลับไปยังเมืองจีนด้วย เช่นกัน นอกจากนั้น ในปีพุทธศักราช 2320 ได้มีหนังสือจีน ฉบับหนึ่งในสมัยราชวงศ์ ไต้เชงแห่งแผ่นดิน เฉียงหลง ปีที่ 42 ได้บันทึกไว้ว่า "สินค้าของไทยมี อำพัน ทอง ไม้หอม งาช้าง กระวาน พริกไทย ทองคำ หินสีต่าง ๆ ทองคำก้อน ทองคำทราย พลอยหินต่างๆ และตะกั่วแข็ง เป็นต้น" การค้าขายกับโปรตุเกส ในสมัยกรุงธนบุรีได้มีการติดต่อค้าขายกับชาวโปรตุเกสอยู่บ้าง โดยทางไทยเคยส่งสำเภาหลวงออก ไปค้าขายยังประเทศอินเดียจนถึงเขตเมืองกัว เมืองสุรัต ซึ่งเป็นอาณานิคมของโปรตุเกสในครั้งนั้น แต่ยัง ไม่มีการเจริญทางพระราชไมตรีเป็นทางการต่อกัน การค้าขายกับอังกฤษ ประเทศที่ไทยติดต่อซื้ออาวุธที่สำคัญที่สุดคือ
ประเทศอังกฤษ ซึ่งมีศูนย์กลางอยู่ที่อินเดีย ในปี พุทธศักราช 2319 ชาวอังกฤษชื่อฟรานซีส
ไลท์ หรือ กัปตันเหล็ก ซึ่งอยู่ที่ปีนัง ได้ส่งปืนนกสับเข้ามาถวาย สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช
เป็นจำนวนพันสี่ร้อยกระบอก พร้อมกับสิ่งของเครื่องราชบรรณาการต่างๆ ต่อมาไทยจึงสั่งซื้ออาวุธปืน
จากอังกฤษโดยฟรานซีส ไลท์เป็นผู้ติดต่อ มีการแลกเปลี่ยนพระราชสาส์นกัน และเมื่อพุทธศักราช
2320 นายยอร์จ สแตรตัน ผู้สำเร็จราชการแห่งมัทราสในขณะนั้นได้ส่งสาส์นพร้อม
กับดาบทองคำประดับพลอย มาถวายสมเด็จพระเจ้าตากสิน ความสัมพันธ์กับฮอลันดา ในปีพุทธศักราช 2313 แขกเมืองตรังกานู และแขกเมืองยักตรา (จาการ์ตา) ได้นำปืนคาบศิลามาถวาย 2,200 กระบอก สมัยนั้นฮอลันดามีอำนาจปกครองเกาะชวาอยู่ |
||
|
ถึงแม้ว่าในรัชสมัยของพระองค์
บ้านเมืองจะตกอยู่ในภาวะสงครามเกือบตลอดเวลาแต่สมเด็จพระเจ้า ตากสิน กลับมิได้ทรงละเลยงานด้านศาสนจักร
ได้ทรงมุ่งมั่นทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาให้เจริญรุ่งเรือง เหมือนเมื่อครั้งกรุงศรีอยุธยา
พระราชกรณียกิจด้านฟื้นฟูพระพุทธศาสนามีดังนี้ |
|||
|
ความฝืดเคืองยากเข็ญหลังกรุงแตก ในะระยะแรกที่สมเด็จพระเจ้าตากสิน
ทรงสถาปนากรุงธนบุรีขึ้นเป็นราชธานี ประชาราษฎร์มีความ ยากจนข้นแค้น อาหารขาดแคลนอย่างหนัก
นอกจากนั้นเสื้อผ้าก็อัตคัต พระองค์ได้ตระหนักถึงความเดือดร้อน ของราษฎรเป็นอย่างยิ่ง
จึงทรงรีบเร่งแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจเพื่อปากท้องของราษฎรเป็นอันดับแรก ด้วยการ
จ่ายพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์เป็นจำนวนมากเพื่อซื้อข้าวสาร พร้อมกับประกาศให้ราคาสูงเป็นพิเศษ
เพื่อจูงใจให้พ่อค้าต่างชาตินำเครื่องอุปโภคบริโภคเข้ามาจำหน่าย ในปริมาณที่พอเพียงต่อความต้องการ
ของประชาชน แล้วจึงทรงนำข้าวสารและเครื่องนุ่งห่มนั้น พระราชทานแจกจ่ายแก่บรรดาราษฎรที่ขาดแคลน
โดยทั่วหน้ากัน ทำให้ความเดือดร้อนบรรเทาลงทันที บรรดาราษฎรที่แตกกระสานซ่านเซ็น
ต่างก็พากันอพยพ คืนถิ่น เข้ามาอยู่ตามภูมิลำเนาเดิม ยังผลให้บ้านเมืองกลับคืนสู่ปกติสุข
และเศรษฐกิจของชาติฟื้นคืนมา นอกเหนือจากการแก้ไขความอดอยากขาดแคลนของราษฎรจนสำเร็จได้ผลดีแล้ว
สมเด็จพระเจ้าตากสิน ยังทรงริเริ่มการพัฒนาประเทศในแนวทันสมัยอีกด้วย โดยโปรดเกล้าฯ
ให้ตัดถนนในฤดูหนาวเมื่อว่างจาก ศึกสงคราม ทั้งนี้เพื่ออำนวยความสะดวกในการคมนาคม
เพื่อการค้าขายขนส่งสินค้าของราษฎร นอกจาก นั้นยังทรงพัฒนาการคมนาคมทางน้ำ
ด้วยการเร่งให้ดำเนินการขุดคลองท่าขาม ให้ทะลุไปถึงฝั่งทะเล ตะวันตก เพื่ออำนวยความสะดวกให้เรือบรรทุกสินค้า
และเพื่อเป็นการส่งกำลังบำรุงให้แก่กองทัพเรือ ซึ่งประจำอยู่ทางฝั่งตะวันตก
ที่เรียกว่าทะเลหน้านอก เมื่อบ้านเมืองคืนกลับสู่ปกติสุขแล้ว พระองค์ได้ทรงฟื้นฟูด้านการค้าทางทะเลกับต่างประเทศ เพื่อหา รายได้จากการเก็บค่าปากเรือและภาษีขาเข้า - ขาออก เพื่อนำมาใช้จ่ายในการทำนุบำรุงบ้านเมือง ซึ่งได้ช่วย บรรเทาการเรียกเก็บภาษีจากราษฎรได้อีกเป็นจำนวนมาก |
||
|
วรรณกรรม สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชไม่ทรงมีเวลามากนัก
ในการที่จะฟื้นฟูวรรณกรรมที่สูญหายไป วรรณคดี สมัยธนบุรีจึงมีไม่มากนัก แต่ที่ยังพอมีปรากฏอยู่ก็ล้วนแล้วแต่มีคุณค่าแทบทั้งสิ้น
เช่น นาฏศิลปและการละคร เมื่อสมเด็จพระเจ้าตากสินเสด็จไปปราบชุมนุมเจ้านครศรีธรรมราชในพุทธศักราช
2312 ได้ทรงนำตัว ละครผู้หญิงของเจ้านครศรีธรรมราชเข้ามาเป็นครูฝึกหัดร่วมกับพวกละครที่ทรงรวบรวมได้จากที่อื่น
แล้ว จัดตั้งเป็นละครหลวงของกรุงธนบุรี โดยยึดแบบฉบับการฝึกละครของกรุงศรีอยุธยา
ส่งผลให้ศิลปะการ ละครของไทย ซึ่งเคยเจริญรุ่งเรืองมากตอนปลายอยุธยากลับฟื้นตัวขึ้นใหม่
นอกจากนี้ยังได้ทรงพระราช นิพนธ์บทละครเรื่องรามเกียรติ์ เพื่อให้คณะละครหลวงได้นำไปฝึกหัดออกแสดงด้วย ภาพเขียนที่งดงามประณีตในสมัยธนบุรีที่สำคัญยิ่ง
คือ "สมุดภาพไตรภูมิ" เป็นภาพเขียนที่โปรดเกล้าฯ
ให้สร้างขึ้นเมื่อพุทธศักราช 2319 ซึ่งนับได้ว่าเป็นสมุดภาพไตรภูมิขนาดใหญ่เล่มหนึ่งของเมืองไทย
เมื่อคลี่ ออกจะมีความยาวถึง 34.72 เมตร เขียนด้วยสีลงในสมุดทั้ง 2 ด้าน
โดยฝีมือช่างเขียน 4 คน ปัจจุบันได้เก็บ รักษาไว้ ณ หอสมุดแห่งชาติท่าวาสุกรี
กรุงเทพฯ พระแท่นบรรทม
ของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ประดิษฐาน
อยู่ที่วัดอินทาราม ฝั่งธนบุรี |
||||
กลับสู่ด้านบน
พระราชกรณียกิจด้านการรบ
โฮมเพจ | พระราชวังเดิม
| โบราณสถาน | สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช
| พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว
สาระน่ารู้กรุงธนบุรี | นิทรรศการ
| เกี่ยวกับมูลนิธิ | ติดต่อมูลนิธิ
สงวนลิขสิทธิ์ © พุทธศักราช 2546
http://www.wangdermpalace.com
มูลนิธิอนุรักษ์โบราณสถานในพระราชวังเดิม
กองทัพเรือ